โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
เริ่ม 4 - 21 มิถุนายน 69 นี้
เมื่อท่านได้เข้าสู่เว็บไซต์ โครงการลงทะเบียนบัตรฯ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่เว็บไซต์ ของท่านจะถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของคุกกี้ โดยนโยบายคุกกี้นี้จะอธิบายถึงความหมาย การทํางาน วัตถุประสงค์ รวมถึงการลบและการปฏิเสธการเก็บคุกกี้ เพื่อความเป็นส่วนตัวของท่าน โดยการเข้าสู่เว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ที่มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คุกกี้คืออะไรคุกกี้ คือ ไฟล์เล็ก ๆ เพื่อจัดเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานเว็บไซต์ เช่น วันเวลา ลิงค์ที่คลิก หน้าที่เข้าชม เงื่อนไขการตั้งค่าต่าง ๆ โดยจะบันทึกลงไปในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และ/หรือ เครื่องมือสื่อสารที่เข้าใช้งานของท่าน เช่น โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต หรือ สมาร์ทโฟน ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ในขณะที่ท่านเข้าสู่เว็บไซต์ โดยคุกกี้จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และ/หรือ เครื่องมือสื่อสารของท่าน ในกรณีดังต่อไปนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอาจถูกจัดเก็บเพื่อใช้เพิ่มประสบการณ์การใช้งานบริการทางออนไลน์ โดยจะจําเอกลักษณ์ของภาษาและปรับแต่งข้อมูลการใช้งานตามความต้องการของท่าน เป็นการยืนยันคุณลักษณะเฉพาะตัว ข้อมูลความปลอดภัยของท่าน รวมถึงบริการที่ท่านสนใจ นอกจากนี้คุกกี้ยังถูกใช้เพื่อวัดปริมาณการเข้าใช้งานบริการทางออนไลน์ การปรับเปลี่ยนเนื้อหาตามการใช้งานของท่านโดยพิจารณาจากพฤติกรรมการเข้าใช้งานครั้งก่อน ๆ และ ณ ปัจจุบัน และอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์
ทั้งนี้ท่านสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ www.allaboutcookies.org
โครงการลงทะเบียนบัตรฯ ใช้คุกกี้อย่างไรโครงการลงทะเบียนบัตรฯ ใช้คุกกี้ เพื่อบันทึกการเข้าเยี่ยมชมและสมัครเข้าใช้งานเว็บไซต์ของท่าน โดยทําให้ โครงการลงทะเบียนบัตรฯ สามารถจดจําการใช้งานเว็บไซต์ของท่านได้ง่ายขึ้น และข้อมูลเหล่านี้จะถูกนําไปเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ของ โครงการลงทะเบียนบัตรฯ ให้ตรงกับความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น เพื่ออํานวยความสะดวกให้เกิดความรวดเร็วในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน และในบางกรณี โครงการลงทะเบียนบัตรฯ จําเป็นต้องให้บุคคลที่สามช่วยดําเนินการดังกล่าว ซึ่งอาจจะต้องใช้ อินเทอร์เน็ตโปรโตคอลแอดเดรส (IP Address) และคุกกี้เพื่อวิเคราะห์ทางสถิติ ตลอดจนเชื่อมโยงข้อมูล และประมวลผลตามวัตถุประสงค์ทางการตลาด
คุกกี้ที่ โครงการลงทะเบียนบัตรฯ ใช้ อาจจะแบ่งได้ 2 ประเภทตามการจัดเก็บ ดังนี้บราวเซอร์ส่วนใหญ่จะมีการตั้งค่าให้มีการยอมรับคุกกี้เป็นค่าเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ท่านสามารถปฏิเสธการใช้งานหรือลบคุกกี้ในหน้าการตั้งค่าของบราวเซอร์ที่ท่านใช้งานอยู่ ทั้งนี้ หากท่านทําการปรับเปลี่ยนการตั้งค่าบราวเซอร์ของท่านอาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบและการใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ของเราได้ หากท่านประสงค์ที่จะทําการปรับเปลี่ยนการตั้งค่า ท่านสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามลิงก์ที่ได้ระบุไว้ข้างล่าง
ทั้งนี้ โปรดทราบว่า หากท่านเลือกที่จะปิดการใช้งานคุกกี้บนเบราว์เซอร์หรืออุปกรณ์ของท่าน อาจส่งผลกระทบกับการทํางานบางส่วนของเว็บไซต์ของ โครงการลงทะเบียนบัตรฯ ที่ไม่สามารถทํางานหรือให้บริการได้เป็นปกติ
โครงการลงทะเบียนบัตรฯ จะไม่รับผิดชอบและ โครงการลงทะเบียนบัตรฯ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ รวมทั้งเนื้อหาในเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างบน
สําหรับข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมในเรื่องนี้ ท่านสามารถเข้าไปอ่านได้ที่ https://www.aboutcookies.org/how-to-delete-cookies
การเชื่อมโยงข้อมูลกับเว็บไซต์อื่นเว็บไซต์ของ โครงการลงทะเบียนบัตรฯ อาจมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของบุคคลภายนอก รวมถึงอาจมีการฝังเนื้อหาหรือวีดีโอที่มาจากโซเชียลมีเดีย เช่น YouTube หรือ Facebook เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าถึงเนื้อหาและสร้างการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นบนโซเชียลมีเดียจากเว็บไซต์ของ โครงการลงทะเบียนบัตรฯ ได้ ซึ่งเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของบุคคลภายนอกจะมีการกําหนดและตั้งค่าคุกกี้ขึ้นมาเอง โดยที่ โครงการลงทะเบียนบัตรฯ ไม่สามารถควบคุมหรือรับผิดชอบต่อคุกกี้เหล่านั้นได้ และขอแนะนําให้ท่านควรเข้าไปอ่านและศึกษานโยบายหรือประกาศการใช้คุกกี้ของบุคคลภายนอกเหล่านั้นด้วย
การเปลี่ยนแปลงประกาศประกาศนี้อาจมีการปรับปรุงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์และตามการให้บริการจริง โดย โครงการลงทะเบียนบัตรฯ จะมีการแจ้งประกาศที่มีการปรับปรุงใหม่บนเว็บไซต์นี้ ดังนั้น โครงการลงทะเบียนบัตรฯ ขอแนะนําให้ท่านตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านได้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงตามข้อกําหนดดังกล่าว
เริ่ม 4 - 21 มิถุนายน 69 นี้
โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพและสร้างความมั่นคงในชีวิตได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569
ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันเป็นผู้ลงทะเบียนโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2565 และมีประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ตกหล่น และไม่สามารถเข้าโครงการฯ รอบที่ผ่านมาได้ ดังนั้น เพื่อเร่งแก้ปัญหาผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Exclusion Error) และเพื่อให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินโครงการฯ โดยอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งการดำเนินการควบคู่ถือเป็นการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มเป้าหมาย ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูง และส่งผลต่อภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
สิทธิสวัสดิการยังคงเดิม โดยเป็นให้สิทธิประโยชน์ในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้แก่ ค่าอุปโภคบริโภค จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าฯ และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน
2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
3. วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่
(1) รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
(2) รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)
(3) รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร (Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด
(4) รถไฟ
(5) รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร
(6) รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน
(7) รถสองแถวรับจ้าง
(8) เรือโดยสารสาธารณะ
โดยไม่จำกัดวงเงินตามประเภทรถ
4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนดผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีสิทธิฯ) จะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด
5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปา จำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิฯ ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากผู้มีสิทธิฯ มีการใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิฯ จะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด
สำหรับผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเก่า (ผู้มีสิทธิเดิม) และประสงค์จะเข้าร่วมโครงการลงทะเบียนรอบใหม่ จำเป็นจะต้อง “ลงทะเบียนยืนยันสิทธิทุกราย” เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่โดยโครงการกำหนดช่องทางรองรับไว้ 5 ช่องทาง ประกอบด้วย
1. ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง
2. ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ
3. เว็บไซต์หลักของโครงการ คือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th
4. ผ่านตู้ ATM ธนาคารกรุงไทยฯ
5. ยื่นลงทะเบียน ณ หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
- ธนาคารออมสิน
- ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)
- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
- ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)
(เปิดให้บริการตามวันและเวลาทำการของแต่ละธนาคาร และแต่ละสาขา)
กระทรวงการคลังได้กำหนดช่องทางการยืนยันการลงทะเบียนโครงการลงทะเบียนรอบใหม่ ผ่าน 5 ช่องทาง โดยสามารถเลือกใช้ช่องทางการยืนยันการลงทะเบียนที่สะดวกเพียงช่องทางเดียว ได้แก่
1. กรณีลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ผู้ลงทะเบียนเข้ายืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และเลือก Banner “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569” ยอมรับเงื่อนไขการลงทะเบียน และกดปุ่ม “ลงทะเบียน” เพื่อลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เป็นการจบขั้นตอนการลงทะเบียน
2. กรณียืนยันการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ
2.1) ผู้ลงทะเบียน Log in เข้าใช้งานแอปพลิเคชันทางรัฐ ให้เรียบร้อย
2.2) เลือกบริการ และค้นหา “ระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ”
2.3) ระบบจะแสดงข้อมูลตามบัตรประชาชน ให้ผู้ลงทะเบียนตรวจสอบข้อมูลและระบุข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ จากนั้นกดขั้นตอนถัดไป และบันทึกข้อมูล
2.4) ระบบจะแสดงเงื่อนไขและข้อตกลงในการลงทะเบียน ให้ผู้ลงทะเบียนอ่านและรับทราบเงื่อนไขที่ท้ายแบบฟอร์ม จากนั้นคลิก “ยืนยัน” ระบบแสดงข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”
3. กรณียืนยันการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หลักของโครงการ จะมีขั้นตอนดังนี้
3.1) ผู้ลงทะเบียนเข้าเว็บไซต์หลักของโครงการ ผ่าน URL https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th
3.2) กดปุ่ม “เริ่มลงทะเบียน” ที่ปรากฏอยู่ที่หน้าจอหลัก
3.3) พิสูจน์ตัวตนด้วย 2 วิธี คือ วิธีที่ 1 ใช้แอปพลิเคชัน ThaID วิธีที่ 2 กรอกข้อมูล เลขประจำตัวประชาชน, ชื่อ-นามสกุล , วัน เดือน ปี เกิด , รหัส Laser ID หลังบัตรประจำตัวประชาชน
3.4) กรอก “หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ” และยอมรับเงื่อนไขและข้อตกลงของโครงการ
3.5) กดปุ่ม “ยืนยัน” การลงทะเบียน ระบบจะแสดงข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”
4. กรณีลงทะเบียนผ่านตู้ ATM ธนาคารกรุงไทยฯ
4.1) เริ่มขั้นตอนการลงทะเบียน ด้วยการสัมผัสหน้าจอเพื่อเลือกบริการที่ต้องการ
4.2) เลือกบริการ “ยืนยันตัวตน/สิทธิสวัสดิการ” และ “ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569”
4.3) ให้ผู้ลงทะเบียนเสียบบัตรประชาชนที่ช่องรับบัตรประชาชนของตู้ ATM
4.4) หน้าจอแสดง ข้อตกลงความยินยอมของผู้ลงทะเบียน
4.5) หน้าจอแสดง ข้อมูลของผู้ลงทะเบียน เพื่อให้ผู้ลงทะเบียนตรวจสอบข้อมูล และกด “ยืนยัน” หรือ “ตกลง”
4.6) หน้าจอแสดง ให้ผู้ลงทะเบียนระบุ “หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ”
4.7) หลังจากกดปุ่ม “ถัดไป” หรือ “ตกลง” จะปรากฏข้อความ “ธนาคารได้รับข้อมูลของผู้ลงทะเบียน เรียบร้อยแล้ว” เป็นการจบขั้นตอนการลงทะเบียน
5. กรณีเดินทางไปลงทะเบียน ณ หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทยฯ ธอส หรือ ธอท. (เปิดให้บริการตามวันและเวลาทำการของแต่ละธนาคาร และแต่ละสาขา)
5.1) ยื่นบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่ออ่านข้อมูลจากบัตรประชาชน ผ่านเครื่องอ่านบัตร Smart Card Reader
5.2) ระบบจะแสดงข้อมูล ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด ให้ตรวจสอบความถูกต้อง
5.3) กรอก “หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้” และกด “บันทึกข้อมูล”
5.4) ระบบจะแสดงเงื่อนไขและข้อตกลงในการลงทะเบียน ให้ผู้ลงทะเบียนอ่านและรับทราบเงื่อนไขที่ท้ายแบบฟอร์ม จากนั้นคลิก “ยืนยัน” ระบบแสดงข้อความ “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย”
โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ 2 กลุ่มประกอบด้วย
1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเก่า ต้องมาลงทะเบียนเพื่อยืนยันสิทธิ ผ่านทาง 5 ช่องทางที่กระทรวงการคลังกำหนด
2. กลุ่มตกหล่น ตามฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO - LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา จะลงพื้นที่อำนวยความสะดวกประชาชน เพื่อดำเนินการลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ และนำส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลังในการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป
ประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 และสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 หลังจากมีการยืนยันตัวตน แต่ถ้ามีการยืนยันตัวตน (กรณีรายใหม่) หลังจากวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ก็จะใช้ได้หลังจากวันที่ยืนยันตัวตน
ทั้งนี้ หากเป็นผู้ได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60/40) อยู่ในปัจจุบัน และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจะได้รับสิทธิของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทนสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ดังนั้น หากเป็นบุคคลดังกล่าว ขอให้รีบยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเพื่อรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนับแต่วันประกาศผล (17 กรกฎาคม 2569) โดย สิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเริ่มในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ หากไม่มีการยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ก็จะถูกตัดสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เช่นเดียวกัน
ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ไม่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) สามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่องได้เลย แต่หากเป็นผู้ที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายใหม่ หรือกรณีมอบอำนาจ จะต้องไปทำการยืนยันตัวตน (e-KYC) ได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้สามารถรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยทำได้ 2 รูปแบบ ดังนี้
1. การยืนยันตัวตน (e-KYC) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง (เปิดใช้ G-Wallet) เพื่อใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หากผู้ผ่านสิทธิประสงค์จะเลือกใช้สิทธิผ่านช่องทางนี้ จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ตามที่กำหนดให้เรียบร้อยก่อน
2. หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทยฯ (17 กรกฎาคม 2569 – 12 มกราคม 2570) ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธอส. และ ธอท. (17 กรกฎาคม – 14 ตุลาคม 2569) (เปิดให้บริการตามวันและเวลาทำการของแต่ละธนาคาร และแต่ละสาขา)
ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบผลการลงทะเบียนผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่
1. ผ่านเว็บไซต์หลักของโครงการ
2. ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ
3. ผ่านหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร
4. ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง
ภายหลังประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติ หากพบว่า “ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ” ตามหลักเกณฑ์ที่โครงการกำหนด และประสงค์จะให้หน่วยงานตรวจสอบข้อมูลใหม่อีกครั้ง ผู้ลงทะเบียนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติสามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบคุณสมบัติได้ภายใน 15 วันนับตั้งแต่ วันประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติ ผ่าน 4 ช่องทางข้างต้น โดยการดำเนินการได้ผ่านช่องทาง
1) เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th (ผู้ลงทะเบียนสามารถกดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล” จากระบบได้ทันที)
2) แอปพลิเคชันทางรัฐ และแอปพลิเคชันเป๋าตัง (ผู้ลงทะเบียนสามารถกดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล” จากระบบได้ทันที)
3) ดำเนินการอุทธรณ์ผ่านหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทยฯ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธอส. และ ธอท. (เปิดให้บริการตามวันและเวลาทำการของแต่ละธนาคาร และ แต่ละสาขา) โดยขอให้ผู้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์อุทธรณ์ เพื่อที่ธนาคารจะกดปุ่ม “ยื่นขออุทธรณ์ผล”
กรณีที่ท่านเป็นผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติในรอบอุทธรณ์ หากท่านเป็นผู้ที่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ท่านไม่ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) เนื่องจากโครงการมีข้อมูลเดิมของท่าน หากท่านไม่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ท่านสามารถดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ผ่านหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคารหรือแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยท่านจะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป แต่หากล่าช้ากว่านั้น ก็จะได้รับสิทธิเมื่อมีการยืนยันตัวตน
หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร จะเปิดให้ยืนยันการลงทะเบียนเพื่อทบทวนคุณสมบัติเฉพาะผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมเท่านั้น ทั้งนี้ หากเป็นกลุ่มตกหล่น ที่อยู่ในฐานข้อมูล จปฐ. ของ มท. (พช.) หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ของ พม. กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา จะลงพื้นที่เพื่อรับลงทะเบียน อย่างไรก็ดี หากไม่เคยได้รับความช่วยเหลือของรัฐ โดยไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลข้างต้น ขอให้ไปลงทะเบียนรับความช่วยเหลือเบื้องต้นจากกระทรวง พม. เพื่อจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐต่อไป
กรณีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเก่า หากไม่สามารถมายืนยันการลงทะเบียนเพื่อขอทบทวนสิทธิได้ด้วยตนเองผ่าน 5 ช่องทางตามที่กระทรวงการคลังกำหนด สามารถมอบอำนาจการลงทะเบียนแทนได้ โดยใช้แบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่เว็บไซต์ของโครงการ และเตรียมเอกสารการมอบอำนาจ ได้แก่ หนังสือมอบอำนาจ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ลงทะเบียน (ผู้มอบอำนาจ) พร้อมลงลายมือชื่อสำเนาถูกต้อง สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อสำเนาถูกต้อง และสำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ (ถ้ามี) หรือใบรับรองแพทย์ (ถ้ามี) โดยต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบอำนาจและบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เป็นผู้รับลงทะเบียน
ผู้ลงทะเบียนจะสามารถมอบอำนาจได้ในเฉพาะขั้นตอนการลงทะเบียนเท่านั้น โดยกลุ่มคนที่สามารถมอบอำนาจได้ ได้แก่ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะต้องมีเอกสาร ดังนี้
1. หนังสือมอบอำนาจ (สำหรับผู้ลงทะเบียนที่เป็นผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ด้วยตนเอง) ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของโครงการฯ
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ลงทะเบียน (ผู้มอบอำนาจ) พร้อมลงลายมือชื่อสำเนาถูกต้อง
3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อสำเนาถูกต้อง
4. สำเนาบัตรประจำตัวคนพิการ (ถ้ามี) หรือใบรับรองแพทย์ (ถ้ามี)
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย
2. เป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ปิดรับลงทะเบียน
3. ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้
3.1. ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
3.2 ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง
3.3 บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ
3.4 นักเรียน นักศึกษา
3.5 บุคคลดังต่อไปนี้
3.5.1 ข้าราชการ
3.5.2 พนักงานราชการ
3.5.3 พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง เว้นแต่บุคคลดังกล่าวได้รับค่าตอบแทนไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (รอบปีปฏิทิน)
3.5.4 ผู้รับบำเหน็จรายเดือน
3.5.5 ผู้รับบำนาญปกติ หรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการ
3.6 ข้าราชการการเมืองตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535
3.7 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา
3.8 หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่ได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดตามฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจสอบได้ด้วย เลขประจำตัวประชาชนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
3.9 ผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์หรือที่เก็บรักษาไว้กับนายทะเบียนหลักทรัพย์ ตามฐานข้อมูลของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด
3.10 ผู้มีชื่อในทะเบียนประวัติ (บัญชีถือครองตราสารหนี้) ตามฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
3.11 ผู้เอาประกันชีวิตประเภทสามัญที่ได้มีการชำระเบี้ยประกันภัยแล้วตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
3.12 บิดามารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
3.13 บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสของผู้มีเงินได้ หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ (บุตรฯ) ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับบุตรฯ
3.14 คู่สมรสของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับคู่สมรส
4. เป็นผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
5. เป็นผู้มีรายจ่ายให้บุคคลอื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี
6. เป็นผู้ไม่มีทรัพย์สินทางการเงินหรือมีทรัพย์สินทางการเงินที่มีมูลค่ารวมกันทั้งหมดทุกประเภทไม่เกิน 100,000 บาท ทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่
6.1. เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
6.2 สลากของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์
7. ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลเครดิตของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
8. ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือถือครองอสังหาริมทรัพย์ ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
8.1 มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุด รวมกันทุกแห่งต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร และ
8.2 กรณีผู้ที่เป็นเกษตรกร**
8.2.1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ใช้เป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่งต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
8.2.2 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อรวมกันกับข้อ 8.2.1 แล้ว ทุกแห่งต้องมีพื้นที่รวมกันไม่เกิน 10 ไร่
8.3 กรณีผู้ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร**
8.3.1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ใช้เป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่งต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
8.3.2 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เมื่อรวมกันกับข้อ 8.3.1) แล้ว ทุกแห่งต้องมีพื้นที่รวมกันไม่เกิน 1 ไร่
9. ไม่เป็นผู้มีบัตรเครดิต
10. ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถ เว้นแต่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถเฉพาะประเภทรถจักรยานยนต์ ที่มีขนาดกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
* ฐานข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบคุณสมบัติ จะเป็นไปตามฐานข้อมูล ณ วันที่คณะกรรมการฯ กำหนด
** ผู้ที่เป็นเกษตรกร หมายความว่า ผู้ที่มีรายชื่อเป็นเกษตรกรตามฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
1. เกณฑ์คุณสมบัติรอบใหม่ จะตรวจสอบเป็นเกณฑ์รายบุคคล ต่างจากรอบที่แล้วที่ตรวจสอบเป็นเกณฑ์ครัวเรือนร่วมด้วย
2. เพิ่มเกณฑ์บุคคลไม่เข้าข่าย ได้แก่
2.1 นักเรียน นักศึกษา
2.2 หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่ได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดตามฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยเลขประจำตัวประชาชนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
2.3 ผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์หรือที่เก็บรักษาไว้กับนายทะเบียนหลักทรัพย์ ตามฐานข้อมูลของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด
2.4 ผู้มีชื่อในทะเบียนประวัติ (บัญชีถือครองตราสารหนี้) ตามฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
2.5 ผู้เอาประกันชีวิตประเภทสามัญที่ได้มีการชำระเบี้ยประกันภัยแล้วตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
2.6 บิดามารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
2.7 บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสของผู้มีเงินได้ หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ (บุตรฯ) ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับบุตรฯ
2.8 คู่สมรสของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับคู่สมรส
3. เพิ่ม “การเป็นผู้มีรายจ่ายให้บุคคลอื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี”
4. มีการระบุประเภททรัพย์สินทางการเงิน โดยต้องเป็นผู้ไม่มีทรัพย์สินทางการเงินหรือมีทรัพย์สินทางการเงินที่มีมูลค่ารวมกันทั้งหมดทุกประเภทไม่เกิน 100,000 บาท ทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่
4.1. เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
4.2 สลากของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์
5. เพิ่ม “ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลเครดิตของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด”
6. เพิ่ม “ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถ เว้นแต่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถเฉพาะประเภทรถจักรยานยนต์ ที่มีขนาดกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
บุคคลผู้มีสัญชาติไทย ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ปิดรับลงทะเบียน (ผู้ที่เกิดก่อนหรือเกิดวันที่ 22 มิถุนายน 2551) สามารถเข้าร่วมลงทะเบียนได้
1. ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
2. ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง
3. บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ
4. นักเรียน นักศึกษา
5. บุคคลดังต่อไปนี้
5.1 ข้าราชการ
5.2 พนักงานราชการ
5.3 พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง เว้นแต่บุคคลดังกล่าวได้รับค่าตอบแทนไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (รอบปีปฏิทิน)
5.4 ผู้รับบำเหน็จรายเดือน
5.5 ผู้รับบำนาญปกติ หรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการ
ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐให้หมายความถึงหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
6. ข้าราชการการเมืองตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535
7. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา
8. หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่ได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดตามฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยเลขประจำตัวประชาชนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
9. ผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์หรือที่เก็บรักษาไว้กับนายทะเบียนหลักทรัพย์ ตามฐานข้อมูลของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด
10. ผู้มีชื่อในทะเบียนประวัติ (บัญชีถือครองตราสารหนี้) ตามฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย
11. ผู้เอาประกันชีวิตประเภทสามัญที่ได้มีการชำระเบี้ยประกันภัยแล้วตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
12. บิดามารดาของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
13. บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสของผู้มีเงินได้ หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ (บุตรฯ) ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับบุตรฯ
14. คู่สมรสของผู้มีเงินได้ ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับคู่สมรส
เกณฑ์พิจารณาของผู้ลงทะเบียนที่เป็นเกษตรกร จะแตกต่างจากผู้ลงทะเบียนที่ไม่เป็นเกษตรกร ในเกณฑ์อสังหาริมทรัพย์ โดยผู้ลงทะเบียนที่เป็นเกษตรกร จะต้องมีที่ดินและใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตร จะต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียน จะต้องมีรายชื่อเป็นเกษตรกรตามฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐหรือได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงจะถือว่าผู้ลงทะเบียนใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตร
กรณีของเกษตรกรจะมีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ลงทะเบียนในการเป็นเกษตรกรตามฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยหน่วยงานที่จะตรวจสอบ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย การยางแห่งประเทศไทย เป็นต้น
บัตรเครดิต เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกบัตร ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ออกให้แก่ลูกค้า ซึ่งประโยชน์ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับมีหลายประการ เช่น การใช้แทนเงินสดเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการโดยยังไม่ต้องจ่ายเงินในทันที ณ ร้านค้าที่รับบัตร ซึ่งจะสังเกตได้จากโลโก้ของเครือข่ายผู้ให้บริการบนบัตรและที่ร้านค้า ตัวอย่างเครือข่ายบัตรเครดิต เช่น VISA, Master Card, American Express, China Union Pay (CUP), Japan Credit Bureau (JCB) เป็นต้น
บัตรกดเงินสด/บัตรเกษตรสุขใจ (ธ.ก.ส.) ไม่นับรวมเป็นบัตรเครดิต
คุณสมบัติโครงการฯ กำหนดให้ผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลเครดิตของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เพื่อให้สอดคล้องกับฐานรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง
จะต้องนำมาพิจารณาด้วย เนื่องจากผู้ลงทะเบียนเปิดบัญชีเพื่อผู้เยาว์ซึ่งจะถือว่าเป็นบัญชีของผู้ลงทะเบียน
หากผู้ลงทะเบียนมีบัญชีเงินฝากร่วมกับบุคคลอื่น จะมีการตรวจสอบโดยธนาคารของเจ้าของบัญชี ซึ่งจะมีแบ่งจำนวนเงินฝากให้เท่ากันทุกคนที่มีบัญชีร่วมกัน (หารเท่ากัน)
ผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านคุณสมบัติ เนื่องจากผู้ลงทะเบียนมีบัตรเครดิต ซึ่งการจะมีบัตรเครดิตได้นั้น โดยทั่วไปแล้วจะต้องมีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาท ต่อเดือนขึ้นไป
สามารถลงทะเบียนได้ เนื่องจากบัตรกดเงินสดไม่ถือว่าเป็นบัตรเครดิต